Comments Off

วิเคราะห์ความหมายคำว่า “เผยแผ่” และคำว่า “เผยแพร่”
มีผู้สงสัยกันว่า คำในภาษาไทยที่เกี่ยวกับการประกาศบอกเล่ากล่าวสอนหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนา มีทั้งคำว่า เผยแผ่ และคำว่า เผยแพร่ ซึ่งทั้งสองคำนี้ต่างก็มีความหมาย
ใกล้เคียงกัน สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่ และคำทั้งสองนี้มีข้อกำหนดนิยมใช้อย่างไร จะใช้ว่า
เผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือ เผยแพร่พระพุทธศาสนา กันแน่
ดังนั้น เพื่อความกระจ่างชัดและใช้ถูกต้องตรงตามความมุ่งหมาย ในที่นี้ จึงขอเสนอ
นิยามคำจำกัดความของคำสองคำไว้ดังนี้
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายดังนี้ คำว่า เผยแผ่
เป็นคำกริยา หมายถึง ทำให้ขยายออกไป, หรือ ขยายออกไป ส่วนคำว่า เผยแพร่ เป็นคำกริยา
หมายถึง โฆษณาให้แพร่หลาย
ในพจานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด…คำวัด ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี
สุรเตโช ป.ธ. ๙, ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า Read the rest of this entry »

Comments Off

พระเจ้าอโศกมหาราช : พุทธศาสนูปถัมภกที่โลกจารึก
เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ต่อมา ประมาณ
พุทธศตวรรษที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราช เอกอัครกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศอินเดียในสมัยนั้น
ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระองค์ได้ทรงถวายความ
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนที่ยิ่งใหญ่ โดยทรงจัดให้มีการสังคายนาชำระสอบทานหลักพระธรรมวินัย
ครั้งที่ ๓ (ตติยสังคายนา) ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๖ ณ วัดอโศการาม นครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ
(ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ เมืองหลวงของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย) ซึ่งมีพระโมคคลีบุตรติสสเถระ
เป็นประธานสงฆ์ในการทำสังคายนา หลังจากที่ได้ทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยเสร็จสิ้น
แล้ว พระโมคคลีบุตรติสสเถระโดยพระราชอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดคณะสมณทูต
หรือพระธรรมทูตออกเป็น ๙ คณะแล้วส่งไปประกาศพระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ Read the rest of this entry »

Comments Off

ก. การปกครอง
๑. การปกครองแบบบิดากับบุตร โดยมีข้าราชการเป็นพี่เลี้ยงของประชาชน
๒. การถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด เน้นความยุติธรรม และ
ความฉับไวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
๓. การจัดให้มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งสอนธรรม คอยดูแลแนะนำประชาชนในทาง
ความประพฤติและการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง และวางระบบข้าราชการควบคุมกันเป็นชั้นๆ
๔. การจัดบริการสาธารณประโยชน์และสังคมสงเคราะห์ เช่น บ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง
ปลูกสวน สงวนป่า โอสถศาลา สถานพยาบาลสำหรับคนและสัตว์
ข. การปฏิบัติธรรม
๑. เน้นทาน คือการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันด้วยทรัพย์และสิ่งของ แต่ย้ำธรรมทาน คือ
การช่วยเหลือด้วยการแนะนำในทางความประพฤติ และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ว่าเป็นกิจ
สำคัญที่สุด
๒. การคุ้มครองสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ โดยเฉพาะให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชา
ยัญอย่างเด็ดขาด
๓. ให้ระงับการสนุกสนานบันเทิงแบบมัวเมามั่วสุมรื่นเริง หันมาใฝ่ในกิจกรรมทางการ
ปฏิบัติธรรมและเจริญปัญญา เริ่มแต่องค์พระมหากษัตริย์เอง เลิกเสด็จเที่ยวหาความสำราญ
โดยการล่าสัตว์ เป็นต้น เปลี่ยนมาเป็นธรรมยาตรา เสด็จไปนมัสการปูชนียสถาน เยี่ยมเยียน
ชาวชนบทและแนะนำประชาชนให้ปฏิบัติธรรมแทนการประกอบพิธีมงคลต่างๆ
๔. ย้ำการปฏิบัติธรรมที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม เช่น การเชื่อฟัง
บิดามารดา การเคารพนับถือครูอาจารย์ การปฏิบัติชอบต่อทาสกรรมกร เป็นต้น
๕. เสรีภาพในการนับถือศาสนา และความสามัคคีปรองดอง เอื้อเฟื้อนับถือกันระหว่าง
ชนต่างลัทธิศาสนา…”*
และดังที่ท่านศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้เขียนสรุปความเป็นพระเจ้า
แผ่นดินผู้ทรงเป็นพุทธมามกะที่ทรงนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นนโยบายปกครอง
ประเทศของพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ในบทความ “จากพระพุทธเจ้าถึงพระเจ้าอโศกมหาราช”
ความตอนหนึ่งว่า“…พระเจ้าอโศกนี้เอง ที่ทรงเป็นต้นแบบนำเอาคำสอนของพระพุทธศาสนามาปรับ
ประยุกต์กับการบริหารบ้านเมือง อันเรียกว่า “อโศกธรรม” และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์
แรกที่ประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สิ่งหนึ่งที่กษัตริย์แต่โบราณไม่ทำ แต่
พระเจ้าอโศกทำคือ การจารึกข้อความลงในแผ่นศิลาบ้าง หลักศิลาบ้าง อันเรียกว่า “ศิลาจารึก
พระเจ้าอโศก” จารึกเหล่านี้ ได้เล่าเรื่องราวที่สำคัญๆ พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญ การนำเอา
หลักธรรมพระพุทธศาสนามาปรับประยุกต์ใช้ ประกาศให้ชาวเมืองถือปฏิบัติ
เสด็จ “ธรรมยาตรา” คือเสด็จจาริกแสวงบุญไปยังสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์
คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงค้นจนแน่พระทัย
ว่าใช่สถานที่เหล่านั้นแน่ จึงทรงให้จารึกหลักศิลาบอกไว้ให้เป็นหลักฐาน เผื่อพุทธบริษัทใน
ภายหลังจะได้ไปนมัสการถูก เช่นลุมพินี สถานที่ประสูติ ก็ทรงประดิษฐานเสาศิลามีข้อความ
จารึกว่า “สมเด็จพระปิยทรรศี ผู้เป็นที่รักของเทวดา เมื่ออภิเษกได้ ๒๐ พรรษา ได้เสด็จมา
ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงกระทำการบูชา ณ สถานที่นี้เพราะว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ประสูติ
แล้ว ณ ที่นี้ พระองค์(พระปิยทรรศี) ได้โปรดให้สร้างรั้วศิลา และโปรดให้ประดิษฐานเสาศิลา
ขึ้นไว้…”*

Comments Off

เพื่อให้อนุชนพุทธบริษัทได้รำลึกนึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อพระพุทธศาสนาที่พระเจ้า
อโศกมหาราชทรงกระทำไว้ ขอรวบรวมประมวลข้อเขียนเกี่ยวกับเกร็ดพระราชประวัติของ
พระองค์มานำเสนอไว้ในหนังสือ
ก่อนอื่น พึงทราบว่าพระราชประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นปรากฏเป็นหลักฐาน
ให้อนุชนชาวพุทธได้ศึกษาค้นคว้าทั้งในคัมภีร์ภาษาบาลีของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทั้งใน
คัมภีร์ภาษาสันสกกฤตของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และจากหลักศิลาจารึกที่พระองค์ทรง
โปรดให้จารจารึกบันทึกเกร็ดพระประวัติการบำเพ็ญพระจริยาวัตรของพระองค์ไว้ที่กระจายอยู่ทั่ว
แผ่นดินชมพูทวีป ดังที่ท่านอาจารยิ์เสถียร โพธินันทะ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่มี
ชื่อเสียงของไทย ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา” ความตอนหนึ่งว่า
“….พระเจ้าอโศกเป็นจักรพรรดิราชพระองค์เดียวซึ่งประกอบด้วยพระเดชและพระคุณ
ตรึงตราอยู่ในความทรงจำของประชากรนับจำนวนหลายร้อยล้านคน นับตั้งแต่เบื้องปุริมกาล Read the rest of this entry »

Comments Off

จำเนียรกาลล่วงมา ลุถึงพุทธศักราช ๒๑๔ พระเจ้าพินทุสาร ทรงประชวรใกล้สวรรคต
ได้มีพระบัญชารับสั่งให้เรียกเจ้าชายอโศกซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา เสด็จกลับ
พระนครปาฏลีบุตร เพื่อทรงมอบราชสมบัติให้ครอบครองสืบต่อพระองค์ในฐานะที่เจ้าชายอโศก
ทรงเป็นองค์รัชทายาทโดยชอบธรรม ครั้งนั้น เจ้าชายสุมนะ พระเชษฐาหรือพี่ชายใหญ่ที่มิได้
เกิดจากอัครมเหสี ซึ่งเป็นพระโอรสหัวปีของพระเจ้าพินทุสาร ไม่ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
จึงตรัสเรียพระอนุชาอีก ๙๘ องค์มาปรึกษาวางแผนชิงราชสมบัติ แล้วลงมือร่วมกันยกกองทัพมา
ทำสงครามรบแย่งราชสมบัติกับเจ้าชายอโศก แต่เพราะความเก่งกาจเชี่ยวชาญในกลยุทธ์แห่ง
สงครามที่เหนือกว่า ทำให้เจ้าชายอโศกพร้อมด้วยเจ้าชายติสสะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะโดยเบ็ดเสร็จ
เจ้าชายอโศกจึงจับพระเชษฐาและพระอนุชาทั้ง ๙๙ องค์สำเร็จโทษด้วยการประหารพระชนม์เสีย
ทรงละเว้นไม่ปลงพระชนมน์เฉพาะแต่พระอนุชาร่วมพระอุทรมารดาเดียวกันกับพระองค์ คือ
เจ้าชายติสสะ โดยทรงตั้งให้เป็นอุปราช แล้วพระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็นเอกอัครกษัตริย์ใน
ชมพูทวีปแต่เพียงผู้เดียว นับเป็นเวลา ๔ ปี จึงทรงโปรดให้พิธีราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘ สมดัง
ข้อความที่พระพุทธโฆสาจารย์รจนาไว้ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาว่า Read the rest of this entry »

Comments Off

เมื่อกาลเวลาล่วงไปอยู่อย่างนั้น (ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๔) วันหนึ่ง พระเจ้าอโศกประทับยืน
อยู่ที่สีหบัญชร ได้ทอดพระเนตรเห็น นิโครธสามเณร (สามเณรชื่อว่านิโครธ อ่านว่า นิโคด)
ผู้ฝึกอบรมตนดี มีความสำรวม มีกิริยาท่าทางเรียบร้อย กำลังเดินผ่านไปทางพระลานหลวง
แท้ที่จริง นิโครธสามเณรนี้หาใช่ใครไกลอื่นไม่ แต่กลับเป็นพระราชภาคิไนย (หลาน)
แท้ๆ ของพระองค์เอง คือ เป็นโอรสของเจ้าชายสุมนะ (หรือสุสิมะ) พระเชษฐาที่พระองค์ทรง
ปลิดพระชนมชีพในสงครามแย่งชิงราชสมบัติ มีเรื่องเล่าสอดแทรกไว้ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกาว่า
เล่ากันมาว่า ในเวลาที่พระเจ้าพินทุสารทรงทุพพลภาพ (ประชวรหนัก) เจ้าชายอโศกได้
สละราชสมบัติในกรุงอุชเชนีที่พระองค์เป็นอุปราชครอบครองแล้ว เสด็จกลับมาครองราชสมบัติ
(ณ ครองปาฏลีบุตรฺ) ทรงปราบนครทั้งหมดให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ (ไม่มีเมืองใด
กล้าแข็งขืนในพระราชอำนาจ) แล้วทรงจับเจ้าชายสุมนะ (เพื่อปลงพระชนม์ชีพ) ในวันนั้นเอง
พระเทวีของเจ้าชายสุมนะ นามว่าสุมนา มีพระครรภ์แก่ใกล้คลอด ทรงปลอมเพศหนี เดินมุ่ง
ไปสู่บ้านคนจัณฑาลแห่งหนึ่ง ได้ทรงสดับเสียงของเทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นนิโครธ (ต้นไทร) ต้นหนึ่ง
ในที่ไม่ไกลจากเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านคนจัณฑาล ซึ่งกล่าวเชิญอยู่ว่า “แม่เจ้าสุมนา ขอจง
เสด็จเข้ามาทางนี้เถิด” ก็ได้เสด็จเข้าไปใกล้เทวดานั้น เทวดานั้นได้ใช้อานุภาพของตนเนรมิต
ศาลาหลังหนึ่งแล้วมอบถวายว่า “ขอแม่เจ้าจงประทับอยู่ที่ศาลาหลังนี้เถิด” Read the rest of this entry »

Comments Off

ภายหลังจากที่ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงนำเอา
หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการปกครองอาณาประชาราษฎร เรียกว่า
“ระบบปกครองโดยธรรมาธิปไตย” ดังประกาศไว้ในศิลาจารึก ดังนี้
“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปิยทัสสี (พระเจ้าอโศก) ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ ทรงปรารถนา
ความไม่ประทุษร้ายในสรรพสัตว์ ความสังวรตน ความประพฤติสม่ำเสมอ และความสุภาพโดย
ประการนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงได้พิจารณาประจักษ์แล้วว่า ธรรมวิชัยชนะโดยธรรม นับเป็นชัย
ชนะอันสูงสุด พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับผลสำเร็จในชัยชนะดังกล่าวสืบต่อกันมิรู้สิ้น (ทั้งใน
อาณาจักรของพระองค์) และแผ่ตลอดไปในบรรดาเผ่าพันธุ์มนุษย์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่รอบพระราช
อาณาเขต แม้ในแว่นแคว้นไกลออกไปตั้ง ๖๐๐ โยชน์ อันมีกษัตริย์ชาวโยนก ทรงพระนามว่า
อันติโยคะ และถึงอาณาจักรแห่งพระราชา ๔ องค์ …..และชัยชนะเห็นปานเช่นนี้ ได้นำมาซึ่ง
ความปีติและความรักใคร่ โดยประการนี้จึงจักดำรงคงมั่นอยู่ได้เพราะมันผลิตผลเล็กน้อย

เพราะว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งหมายผลโอฬารยิ่ง กล่าวคือ Read the rest of this entry »

Comments Off

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงครองราชย์ได้ ๘ ปี พวกเดียรถีย์คือพวกนักบวชภายนอก
พระพุทธศาสนาได้เสื่อมลาภสักการะ จึงพากันปลอมบวชเข้ามาเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาเพื่อ
ปรารถนาลาภสักการะ ป็นเหตุให้พวกภิกษุฝ่ายธรรมวาที (ภิกษุแท้ซึ่งมีความประพฤติตรงตาม
หลักพระธรรมวินัย) พากันรังเกียจสงสัยในความบริสุทธิ์ของพวกภิกษุที่ปลอมบวชเหล่านั้น จึงมิ
อาจทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกันนับเป็นเวลานานถึง ๗ ปี
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทราบว่าพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน
ซึ่งทรงเห็นว่ามีอธิกรณ์เกิดขึ้นในฝ่ายพุทธจักร จึงม่ทรงสบายพระทัยในเรื่องการแตกแยกของ
พระสงฆ์ ทรงปรารถนาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงมีพระดำรัสสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่ง
ไประงับอธิกรณ์สมานความสามัคคี ณ วัดอโศการาม โดยขอให้พระภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถสังฆกรรม
ร่วมกัน อำมาตย์ผู้นั้นได้เข้าไปแสดงพระราชประสงค์ของพระเจ้าอโศกแก่พระภิกษุสงฆ์ฟัง
พร้อมทั้งกำชับให้ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน มีพระภิกษุฝ่ายธรรมวาทีจำนวนหนึ่งแสดงวาทะ Read the rest of this entry »

Comments Off

ท่านพระติสสเถระนั้น ครั้น
เห็นอำมาตย์นายนั้นปฏิบัติผิดคือประหารชีวิตพระภิกษุผู้บริสุทธิ์อย่างนั้นแล้วจึงดำริว่า “พระเจ้า
อโศกคงจะไม่ทรงส่งมาเพื่อให้ฆ่าพระเถระทั้งหลาย เรื่องนี้จักเป็นเรื่องที่อำมาตย์คนนี้เข้าใจผิด
แน่นอนทีเดียว” จึงได้ไปนั่งบนอาสนะใกล้อำมาตย์นั้นเสียเอง
อำมาตย์นายนั้นจำพระติสสเถระนั้นได้ ก็ไม่อาจฟันศัสตราลงได้ จึงได้กลับไปกราบทูล
แด่พระเจ้าอโศกว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์ได้ตัดศีรษะของพวกภิกษุผู้ไม่ปรารถนาทำอุโบสถให้
ตกไป ขณะนั้น ก็มาถึงลำดับแห่งท่านติสสเถระผู้เป็นเจ้าเข้า ข้าพระองค์จะทำอย่างไร ?”
พระเจ้าอโศกพอได้ทรงสดับเท่านั้น ก็ตรัสว่า “เฮ้ย ก็ข้าได้ส่งเจ้าให้ไปฆ่าภิกษุทั้งหลาย
หรือ ?” ทันใดนั้น พระองค์ได้เกิดความเร่าร้อนขึ้นในพระวรกาย จึงรีบเสด็จไปยังวัดอโศการาม
ตรัสถามพระภิกษุผู้เป็นพระเถระว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ อำมาตย์คนนี้โยมไม่ได้สั่งเลย
ได้ทำกรรมอย่างนี้แล้ว บาปนี้จะพึงมีแก่ใครหนอ ?”
พระเถระบางพวกวิสัชนาว่า “อำมาตย์นายนี้ได้ทำตามพระดำรัสสั่งของมหาบพิตรแล้ว

บาปนั่นจึงมีแก่มหาบพิตรด้วย” บางพวกก็วิสัชนาว่า “บาปนั่นย่อมมีแด่มหาบพิตรและอำมาตย์

ด้วย” บางพวกก็ถวายพระพรย้อนถามอย่างนี้ว่า “ขอถวายพระพร ก็มหาบพิตรทรงมีความคิดหรือว่า

อำมาตย์นายนี้จงไปฆ่าภิกษุทั้งหลาย”พระเจ้าอโศกตรัสว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ไม่มี

โยมมีความประสงค์เป็นกุศล จึง Read the rest of this entry »

Comments Off

ในวันที่ ๗ พระเจ้าอโศกทรงให้
ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมกันที่วัดอโศการาม ให้ขึงม่านผ้ากั้นไว้ แล้วประทับนั่งอยู่ภายในม่านผ้า
ทรงรับสั่งให้จัดพวกภิกษุผู้มีลัทธิเดียวกันให้รวมกันอยู่เป็นพวกๆ แล้วรับสั่งให้นิมนต์หมู่ภิกษุมาที
ละหมู่แล้วตรัสถามว่า “กึวาที สมฺมาสมฺพุทฺโธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปกติตรัสว่าอย่างไร”

ลำดับนั้น พวกภิกษุที่เป็นเดียรถีย์ปลอมบวชต่างทูลตอบไปตามหลักลัทธิหรือทฤษฎี
ความคิดเห็นแห่งศาสดาจารย์เจ้าลัทธิของพวกตน โดยพวกที่มีความคิดเห็นว่าอัตตาและโลก
เที่ยง ก็ทูลว่า “มีปกติตรัสว่าเที่ยง” พวกที่มีความคิดเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง
ก็ทูลว่า “มีปกติตรัสว่าบางอย่างเที่ยง” พวกที่มีความคิดเห็นว่าอัตตาและโลกมีที่สุดและไม่มี
ที่สุด ก็ทูลว่า “มีปกติตรัสว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด” พวกที่มีความคิดเห็นว่าอัตตาและโลก
เที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ เป็นความคิดเห็นซัดส่ายเชิงปฏิเสธไม่ใช่ๆๆ ดิ้นได้ลื่นไหลไปเรื่อย
เหมือนปลาไหล ก็ทูลว่า “มีปกติตรัสถ้อยคำซัดส่ายไม่ตายตัว” พวกที่มีความคิดเห็นว่าอัตตา
และโลกเกิดขึ้นเอง ก็ทูลว่า “มีปกติตรัสว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุ” Read the rest of this entry »